BCG Matrix เลือกลงทุนให้ถูกจุด

แรงจูงใจ
แรงจูงใจอะไรที่ทรงพลังยิ่งกว่าชื่อเสียง และเงินทอง
09/04/2020

หลายคนอาจมีคำถามว่าธุรกิจที่เราดำเนินอยู่นั้นมาถูกทางรึยัง หรืออยู่ในจุดไหนเราควรวางแผนอย่างไรต่อไป

BCG Matrix หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Boston Consulting Group เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทต่างๆสามารถวิเคราะห์ กลุ่มธุรกิจ หรือ ผลิตภัณฑ์ของพวกเค้าได้ผ่านมาตราวัด 2 ด้านนี้


  1. Relative market share (ส่วนแบ่งทางการตลาด) มิตินี้เพื่อใช้วัดการแข่งขันภายในตลาด 
  2. Market growth rate (อัตราการเติบโตของตลาด) มิตินี้มีไว้เพื่อวัดความน่าสนใจ ความดึงดูดของตลาด


วัตถุประสงค์หลักของ BCG Matrix ก็เพื่อช่วยองค์กรณ์ในการตัดสินใจลงทุนในแต่ละระดับของธุรกิจ โดยขึ้นกับว่าตอนนี้คุณอยู่ในกลุ่มไหนใน 4 กลุ่มนี้ คือ Star, Cash cow, Question mark และ Dogs แต่ละกลุ่มมีคุณสมบัติและกลยุทธในการรับมือที่แตกต่างกัน

ช่องขวาบน หรือ กลุ่มดาวรุ่ง

“กลุ่มนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเช่นกัน”

ผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วงกำลังเติบโต มีความต้องการในตลาดมาก ควรรักษาตัวเองให้อยู่ในตลาดต่อไปให้นานที่สุด แน่นอนว่าเติบโตก็ดี ส่วนแบ่งก็เยอะ คู่เเข่งก็จะเข้ามาเรื่อยๆ

ช่องขวาล่าง กลุ่มCash Cow 

“สินค้ากลุ่มนี้ส่วนแบ่งตลาดสูง แต่มีอัตราการเติบโตต่ำ”

หรือกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในตลาดที่อิ่มตัวแล้วนั่นเอง แต่ยังคงได้กำไรสูงอยู่จากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เยอะแต่สูงในอัตราที่คงที่ไม่เพิ่มไม่ลด กลุ่มธุรกิจนี้มักมีเงินทุนเหลือ แต่แทนที่คุณจะเอาเงินทุนนี้มาเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของคุณคงจะยากไม่ใช่น้อย ลองคิดภาพ โค้กในตอนนี้ถ้าต้องการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดสัก 1% คงจะใช้ความพยายามไม่ใช่น้อยสำหรับตลาดที่อิ่มตัวแล้วแบบนี้ ฉนั้นแนะนำว่าลงธุรกิจอื่นๆอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า (กลุ่มดาว และ กลุ่ม Question Mark) 

ช่องซ้ายบน หรือ Question Marks 

“กลุ่มนี้เป็นสินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ ในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง”

ธุรกิจ Start-ups ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เห็นโอกาสในการทำกำไรจากตลาดนี้

ถ้าคุณวางแผนและสามารถวิเคราะห์ได้ดี Question Marks จะเติบโตอย่างรวดเร็วจนขึ้นไปเป็น Star ได้ แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะมาอยู่ในช่อง Dog จากการลดลงของการเติบโตของตลาด ที่จะอธิบายต่อไปนั้นเอง

ช่องซ้ายล่าง หรือ Dogs 

“สินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ อัตราการเติบโตต่ำ”

เป็นธุรกิจกำไรน้อยขาดทุน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าควรตัดทิ้งไป หรือไม่ก็ปรับปรุงใหม่ให้สินค้านี้อยู่รอดต่อไปได้

ดูแบบนี้อาจจะไม่ยาก แต่ที่ยากก็คือความเข้าใจและเปิดใจยอมรับให้ได้ว่าสินค้าของคุณอยู่ในจุดไหน

“ความผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากที่เราทำผิดซำ้ๆ แต่เป็นการที่เรารู้ว่าผิดแต่ยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางนั้น”



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *