7 นิสัย ที่มีเถอะ ถ้าอยากประสบความสำเร็จ หรือ มีชีวิตที่ดีขึ้น

แรงจูงใจ
แรงจูงใจอะไรที่ทรงพลังยิ่งกว่าชื่อเสียง และเงินทอง
09/04/2020
Ansoff matrix คือ
เมื่อธุรกิจถึงจุดอิ่มตัวจะเติบโตไปในทิศทางไหนได้บ้าง
09/04/2020

Not every reader is a leader but every leader is a reader

(ไม่ใช่นักอ่านทุกคนจะเป็นผู้นำ แต่ผู้นำทุกคนเป็นนักอ่าน)

เช่นเดียวกัน

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีนิสัยเหล่านี้จะประสบความสำเร็จ แต่ ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ,มักจะมีนิสัยเหล่านี้

หลายๆคนคงสงสัยและอยากรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จมีอะไร? ที่คนเหล่านี้มีเหมือนกัน

ในหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People เล่มนี้ คือพระคัมภีร์ที่จะสร้างนิสัย 7 อย่าง

ที่ผู้ประสบความสำเร็จจากทั่วทุกมุมโลกมีเหมือนๆกัน ให้กับคุณ

รับรองว่ามันจะทำให้คุณเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น และมุมมองของคุณต่อโลกนี้จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

 
ในเล่มนี้ เราจะมุ่งเน้นที่ การพัฒนาที่ตัวตน(character)เป็นหลักไม่ใช่ที่ พฤติกรรม(behavior)
ทำไมน่ะหรอ?
ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่นิยมศึกษาทางลัดเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมให้ตอบโจทย์ตัวเอง
เช่น อยากเป็นคนคุยเก่ง ก็จะไปเรียน คลาส Communication หรือ ไปเรียน คลาส Body language.

แต่ วิธีนี้ไม่ได้ทำให้คุณได้พัฒนาอย่างแท้จริงมันเป็นแค่เพียงทางลัด(shortcut) 1พฤติกรรม:1เป้าหมาย เท่านั้น 
และถ้าเมื่อคุณเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเป้าหมายอื่น อยากเป็นคนที่เพื่อนรัก คุณก็ต้องไปลง พวกคลาส พูดอย่างไรให้คนรัก อย่างนั้นหรือ? อีกทั้งเมื่อผ่านไปนานๆเข้า พฤติกรรมที่คุณฝึกฝนมา(behavior)ก็ค่อยๆเลือนลางหายไป กลับไปสู่ตัวคุณคนเดิม

กลับกันถ้าคุณเน้นพัฒนาตัวเองที่ตัวตน(character) ให้เป็นคนที่มีอัธยาสัยดี รับฟังผู้อื่น นอกจากจะทำให้คุณเป็นคนที่คุยเก่งแล้ว เพื่อนก็รักด้วย รวมถึงคุณยังจะได้รับประโยชน์ในด้านอื่นๆโดยไม่รู้ตัว เรียกได้ว่า
พัฒนา 1 ตอบโจทย์ 10 กันเลยทีเดียว นอกจากจะทำให้ตัวตนคุณดีขึ้นแล้ว มันยังติดตัวคุณไปตลอดเพราะคุณไม่ต้องฝืนทำ นี่แหละคือการได้รับการพัฒนาอย่างแท้จริง (path for growth)

1.จงโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้

คุณรู้หรือไม่ “สัตว์ กับ มนุษย์” ต่างกันอย่างไร?

สัตว์นั้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นทาสของสิ่งเร้าต่างๆ มันจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามา ด้วยวิธีที่ถูกธรรมชาติกำหนดมาเท่านั้น

เช่น เมื่อกวางเจอนักล่า จะต้องวิ่งหนี เมื่อ ฝนจะตก แมลงปอจะบินว่อน กลับกัน

มนุษย์เรานั้นจะ หยุดคิดก่อน แล้วจึงตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยวิธีต่างๆตามที่ตัวเองต้องการ

เช่น เมื่ออากาศร้อน คุณก็สามารถที่จะเลือกได้ว่าจะอาบน้ำแก้ร้อน หรือ ทานไอศครีม หรือ เปิดแอร์, 

เช่นกัน เมื่อคุณเจอโจร คุณสามารถเลือกได้ว่า จะวิ่งหนี จะรีบโทรแจ้งตำรวจ หรืออะไรก็ตามที่คุณคิดว่าเหมาะสม

แต่ทำไมกัน มนุษย์บางคนกลับยังไม่พัฒนา เหมือนพวกสัตว์ !

ในบางครั้งคนบางคน เมื่อเห็นฝนตกก็จะอารมณ์หดหู่ในทันที หรือเวลาที่โดนคนอื่นพูดจาไม่ดีใส่ ก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในทันที ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ราวกลับโดนธรรมชาติตั้งโปรแกรมไว้เหมือนสัตว์

ดังนั้นเพื่อจะพัฒนาอุปนิสัย “โฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้” นี้ เราจะเริ่มอธิบายจากแผนภูมิหนึ่งด้านล่างนี้


วง A (circle of concern) คือ ความกังวลทั้งหมดที่เราจะสามารถมีได้ ตั้งแต่ความกังวลที่ไกลตัวจนถึงสิ่งที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็น ความกังวลเรื่องสงครามนิวเคลียร์ของอเมริกา ความกังวลเรื่องงานโปรเจ็คที่ต้องส่งพรุ่งนี้ รวมถึงความกังวลที่ว่าไม่รู้จะกินอะไรเป็นข้าวเย็นดี 


วง B (circle of influence) คือ สิ่งที่เราควบคุมและจัดการได้ เช่น 

เมื่อมีโรคระบาดหนักในประเทศมีการเคอร์ฟิว ธุรกิจร้านอาหารของหลายๆคนต้องปิดตัวลงอย่างชั่วคราว เราจึง เครียดและเศร้ามาก จะเห็นว่าคนมากมาย โฟกัสไปที่ การระบาดของโรค ยิ่งคิดแล้วก็ยิ่งเครียด ทั้งๆที่คนเหล่านั้นไม่สามารถไปสั่งให้โรคหยุดระบาดได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องหยุดที่จะเสียเวลาไปสนใจในสิ่งที่เราจัดการอะไรไม่ได้แต่ว่า ให้เรากลับมาโฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมหรือจัดการได้ เช่น ด้านธุรกิจ เราสามารถทำเป็นระบบดิลิเวอรี่ได้ไหม เป็นโอกาสสำหรับปรับโครงสร้างบริษัทหรือไม่ ด้านจิตใจ เราสามารถใช้วันหยุดนี้พัฒนาตัวเองอะไรได้บ้าง 


ดังนั้น ในชีวิตประจำวันของคุณไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไรเข้ามา ถ้าคุณนั้นจดจ่อในสิ่งที่คุณสามารถจัดการและควบคุมได้อย่างมากพอ  คุณจะพบกับทางออก และ สิ่งที่คุณสามารถลงมือแก้ไขได้เสมอ และเมื่อบ่อยครั้งเข้า มุมมองและจิตใจของคุณก็จะพัฒนา ทำให้คุณจะไม่ต้องจมอยู่กับ ปัญหาแต่ คุณจะมองเห็นสิ่งที่จะจัดการปัญหานั้นได้ดีขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ


ดังนั้นจงเตือนตัวเองเสมอว่า “สาเหตุของปัญหาทั้งปวงที่เราเจออยู่ นั้นเกิดจาก การตอบสนองของเราที่มีต่อเหตุการณ์นั้นๆเอง”

2.เริ่มต้นจากเป้าหมาย

เมื่อพูดถึงเป้าหมาย ผู้อ่านหลายๆคน อาจจะรู้สึกว่า ถ้าเราไม่มีเป้าหมายเจ๋งๆเหมือนคนอื่น หรือเราเป็นคนไม่มีความฝัน 

เราจะ สร้างอุปนิสัย การ “เริ่มต้นจากเป้าหมาย” ตามหัวข้ออย่างไรดี 

 

ดังนั้นผมอยากให้ทุกๆคนลองใช้เวลาสักครู่เพื่อจิตนาการถึง “งานศพ” ของตัวเอง

ใช่ครับ งานศพ คุณอ่านไม่ผิดหรอก เพราะปลายทางของทุกคนแล้วก็ล้วนคืองานศพนั่นเอง

คราวนี้ คุณอยากให้ใคร มาร่วมงานศพของคุณบ้างล่ะ แล้วเมื่อคุณได้ลาจากโลกนี้ไป คุณอยากให้ทุกๆคนจำภาพคุณว่าคุณเป็นคนอย่างไรล่ะ อยากให้เพื่อนๆเราจะพูดถึงเราว่ายังไงกันบ้าง

 

สมมติว่า เราอยากให้ เพื่อนๆพูดถึงเราว่า เราเป็นคนดีมีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่น อยู่เสมอ

แต่ว่าถ้าทุกวันนี้ เวลามีใครขอให้เราช่วย ด้วยความที่เรางานหนัก เรามักจะปฏิเสธเพื่อนๆเสมอด้วยคำว่าไม่มีเวลา

อ้าว! แล้วสิ่งที่เราทำอยู่นั้น มันพาเราไปหาเป้าหมายที่เราต้องการแล้วหรือยัง ลองถามตัวเองดูว่า เราอยากให้เพื่อนๆจดจำเราแบบที่กล่าวมาจริงหรือไม่

 

นี่แหละครับ สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำอยู่ คนส่วนใหญ่นั้น ทำงานอย่างหนักและเลือกเส้นทางที่คิดว่าดีที่สุด แต่กลับไม่ได้ไปหาเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ คล้ายๆกับว่า คุณจะไปบางนา แต่กลับขับรถไปทางหมอชิต

เพราะอะไรกัน ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่เคย หยุด และ คิดทบทวนว่า เป้าหมายที่เค้าต้องการคืออะไร และสิ่งที่เค้าทำอยู่นั้นพาเค้าไปหาเป้าหมายหรือไม่ ทำให้หลายๆคน รู้สึกเคว้ง เมื่อต้องหยุดทำอะไรบางอย่าง เพราะ ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วทำไปทำไม เหมือนคุณขับรถไปเรื่อยๆจนถึงหมอชิตแล้ว กลับรู้สึกว่า นี่มาทำไมกันนะ

 

ดังนั้นที่ผ่านมาสิ่งที่คนส่วนใหญ่โฟกัสคือ ประสิทธิภาพ(efficiency) ครับ คนส่วนใหญ่จะมองว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา เนี่ยเค้าใช้เวลาเต็มที่ไหม บางคนใช้เวลาเต็มที่มากแต่ผิดที่ผิดทาง เช่น อยากจะสอบเข้าวิศวะ แต่ดันอ่านวิชาภาษาไทยและสังคมไปอย่างหนัก ใช่ครับคุณมีความรู้มากขึ้น แต่ คุณไม่ได้ใช้คะแนน 2 วิชานี้ยื่นเข้าคณะวิศวะ 

กลับกัน สิ่งที่คุณจะต้องโฟกัสจริงๆคือ ประสิทธิผล(effectiveness) คือคุณต้องกำหนดทิศทางให้สิ่งที่คุณจะทำก่อนครับว่าทำเพื่ออะไร เพื่อจะได้ทำงานและใช้เวลาไปอย่างเต็มที่และคุ้มค่า ไม่ใช่แค่เต็มที่อย่างเดียว ดังนั้นเมื่อคุณจะไปบางนาคุณจะได้ขับรถไปทางบางนาไม่ใช่หมอชิต 

 

สุดท้ายเมื่อกล่าวย้อนกลับไปที่งานศพของคุณ จะพบ ทุกๆคนอยากให้ ปลายทางชีวิตของตัวเองดี เป็นที่รัก จากเพื่อนฝูง ครอบครัว แต่กลับพบว่าแทบไม่มีใครเลยที่จะเอ่ยถึง เงินทองและชื่อเสียง แล้วคุณล่ะ งานศพของคุณเป็นอย่างไร แล้วคุณได้ทุ่มเวลาไปกับสิ่งที่จะพาคุณไปหาเป้าหมายแล้วหรือไม่

 

3.จงให้เวลากับสิ่งสำคัญที่ไม่เร่งด่วน

หลายๆครั้งเรามักรู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จนบางทีอยากจะให้  1 วันมี 50 ชม. 

ไปเลยทีเดียว

อุปนิสัยข้อนี้นั้นจะเกี่ยวกับการจัดระเบียบ และ บริหารเวลาในชีวิตของเราตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาคุ้มค่ากับเวลามากที่สุด

โดยเราจะใช้ตารางบริหาร 4 ช่องโดยแบ่งตาม ลำดับความสำคัญของกิจกรรมและความเร่งด่วนของกิจกรรมนั้นๆ ดังรูป

 

ช่องที่ (1) ขวาบน คือ กิจกรรมที่ สำคัญและเร่งด่วน เรามักจะเรียกว่า
(วิกฤติ หรือ ปัญหา) เช่น การประชุมที่มีกำหนดส่งรายงานภายในพรุ่งนี้ 
 
ช่องที่ (2) ซ้ายบน คือ กิจกรรมที่ สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เช่น การหาคอนเนคชั่น 
การสังคมใหม่ๆ หรือ การมองหาโอกาสทางธุรกิจ

ช่องที่ (3) ขวาล่าง คือ กิจกรรมที่ ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน เช่น รุ่นพี่โทรมา แชทลูกค้าเด้ง หรือการประชุมเล็กๆ

ช่องที่ (4) ซ้ายล่าง คือ กิจกรรมที่ ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน เช่น เพื่อนโทรมา กิจกรรมผ่อนคลายต่างๆ อาทิ เล่นเกมส์ ดูหนัง

ตารางเวลาของคนที่มีประสิทธิผลที่ดีนั้น มีหลักการอยู่ 2 ข้อ
1.จงอยู่ให้ห่างสิ่งที่ไม่สำคัญ ช่อง (3) (4)
2.ส่งใส่ใจกับช่อง (2) ให้มากโดยบีบเวลาจาก (1) มา

เหตุผล 
1.ทุกคนล้วนมีสิ่งสำคัญในชีวิตมากมายที่ต้องทำ ในขณะที่ยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องจัดการค้างคาอยู๋ ทำไมเราถึงจะต้องไปเสียเวลาให้กับสิ่งที่ไม่สำคัญล่ะ
2.(2) คือกิจกรรมหลัก ถือเป็นหัวใจในการจัดการตัวเองนั่นเอง

รู้หรือไม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทั้งหลาย เค้าใส่ใจกับช่องอะไรมากที่สุด
คำตอบก็คือ ช่องซ้ายบน สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน !?
โดยคนเหล่านี้ จะพยายาม ไม่ใช้เวลาไปกิจกรรมที่ไม่สำคัญ และจะพยายามบีบตารางเวลาช่อง สำคัญและเร่งด่วนให้น้อยลง
แต่เอ็ะ ทำไม คำตอบไม่ใช่ ช่อง กิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วนล่ะ นั่นก็เพราะ กิจกรรมที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วนนั้น คือหัวใจในการบริหารตัวเองนั่นเอง 

จงให้เวลากับสิ่งสำคัญที่ไม่เร่งด่วน
เมื่อพูดถึงเป้าหมาย ผู้อ่านหลายๆคน อาจจะรู้สึกว่า ถ้าเราไม่มีเป้าหมายเจ๋งๆเหมือนคนอื่น หรือเราเป็นคนไม่มีความฝัน 
เราจะ เริ่มต้นจากเป้าหมายตามหัวข้ออย่างไรดี 

4.คิดแบบ win-win

เมื่อพูดถึงการทำข้อตกลง คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า เมื่อมีที่คนได้เปรียบ ก็ต้องมีคนที่เสียเปรียบ ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่นั้น มักจะมีกรอบความคิดเป็น “ชนะ – แพ้” คือ เราต้องเป็นผู้ชนะ และทำให้อีกฝ่ายผู้แพ้ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเอง ดังนั้นทุกคนต่างแข่งขันกัน กับคนอื่น เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ชนะ

แต่หารู้ไม่ จริงๆแล้วคำว่า “ชนะ – แพ้” ไม่ได้ต่างจากคำว่า “แพ้ – แพ้” เลย
เมื่อคุณเริ่มแข่งขันกัน และตอนสุดท้ายคุณสามารถทำข้อตกลงให้คุณได้เปรียบอีกฝ่ายได้ คุณอาจจะมองว่าคุณชนะแล้ว แต่ในชัยชนะของคุณนั้น กลับแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจของอีกฝ่ายที่เสียเปรียบ เมื่อต้องมีต่อสัญญา บางที อีกฝ่ายอาจจะหาเจ้าใหม่แทนคุณ นั้นหมายถึงคุณอาจจะชนะในระยะสั้น แต่ในระยะยาวคุณได้กลายเป็นผู้แพ้ไปแล้ว จากตัวอย่างนี้จะพบว่าสุดท้าย ก็เสียหายทั้งสองฝ่าย

ในทางกลับกัน ถ้าทุกคนได้ประโยชน์หมด ทุกคนเป็นผู้ชนะและไม่มีผู้แพ้ “ชนะ – ชนะ” จะเป็นอย่างไร 
วิธีการคือ จงแก้ปัญหาให้ทั้งสองฝ่าย แทนที่จะมุ่งเน้นที่จะแก้ปัญหาให้ตัวเอง ดังนั้นปลายทางของเรื่องนั่นไม่ใช่การหา ตรงกลางของความต้องการสองฝ่าย แต่เป็นการแก้ปัญหาให้ทั้งฝ่ายต่างหาก

เริ่มด้วยให้เราจำลองตัวเองว่าเราเป็นอีกฝ่าย จงหาสิ่งที่เค้าต้องการจริงๆ ก่อน หลังจากนั้นย้อนกลับที่ตัวเรา เป้าหมายของเราในตอนนี้คือ ทำ เป้าหมายของเราและเค้าให้สำเร็จ แล้วผลลัพธ์สุดท้าย จะมีแต่ผู้ชนะ และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย  

5. รับฟังเพื่อเข้าใจ

       เมื่อคุณไปตัดแว่นใหม่ แล้วหมอสายตายื่นแว่นของตัวเองมาให้คุณแล้วบอก แว่นนี้ทำให้ตัวเขามองเห็นชัด…

ดังนั้น คุณใส่แล้วก็ต้องมองเห็นชัด… 

เมื่อคุณไปหาหมอ หลังจากที่คุณเริ่มบอกอาการป่วยของคุณเพียงไม่กี่ประโยค หมอก็บอกว่า เข้าใจล่ะ ผมรู้แล้วว่าคุณเป็นโรคอะไรแล้วก็จ่ายยามาให้คุณ…

หลังจากที่คุณฟังเรื่องด้านบนทั้งหมด 2 เรื่องคุณต้องรู้สึกว่าคนพวกนี้แปลกเอามากๆและไม่อยากพูดคุยด้วยเลย

แต่รู้ไหมว่าจริงๆแล้ว ตัวคุณเองและคนส่วนใหญ่กำลังทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ทุกวัน อย่างไม่รู้ตัว เช่น 

เมื่อเพื่อนเล่าให้เราฟังว่าเมื่อเช้าโดนพ่อไล่เราออกจากบ้าน… 

สื่งที่เรามักจะพูดออกไปก็คือ “เราเข้าใจนาย ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพ่อก็หายโกรธเอง…” เหตุการณ์นี้ต่างจาก หมอที่ฟังอาการของเราเพียงไม่กี่คำ แล้ว จ่ายยาให้เราอย่างไร ก็เหมือน การบอกว่าเข้าใจ ทั้งที่ยังไม่รู้ลึกตื้นหนาบางเลย


หรือตอบไปว่า “ก็โทรไปขอโทษพ่อสิ เดี๋ยวเค้าก็ใจอ่อน เรื่องแค่นี้เอง เราเคยผ่านมาแล้ว ถ้านายทำตามที่เราบอกเดี๋ยวพ่อก็หายโกรธ” แล้วเหตุการณ์นี้ต่างจากหมอสายตา ที่บอกว่า ถ้า(แว่น)วิธีนี้แก้ปัญหาให้ตัวเขาได้ คุณก็ต้องใช้มันแก้ได้… อย่างไร 


เวลาที่เรารับฟัง จงมองตา มองสีหน้า ท่าทาง และสังเกตุเนื้อเสียงของอีกฝ่าย เพราะ การสื่อสารนั้นประกอบไปด้วย 

คำพูดเพียง 10% แต่เป็น น้ำเสียง 30% และ ภาษากายท่าทางอีก 60% 


เพื่อที่จะรับฟังเพื่อเข้าใจ เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองของการฟังก่อน คือ เมื่อเราเริ่มฟัง ไม่ใช่ การรับฟังเพื่อแก้ปัญหาให้เขา แต่ เป็นการรับฟังเพื่อที่จะเข้าใจ “บุคคลที่อยู่ตรงหน้า” เราจริงๆ แล้ว เมื่อ”เราเข้าใจเขาจริงๆ” “เราจึงจะสามารถช่วยเขาได้” ดังนั้น เราต้องหยุด การด่วนตัดสินสถานการณ์ของคนอื่นแบบคุณหมอ และเลิกเอาความคิดที่ยังไม่ได้เข้าใจอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้ของเราไปยัดเยียดให้เขา


สุดท้ายคุณจะกลายเป็นคนที่คนอื่นพร้อมที่จะเปิดใจให้ และเป็นที่รักของทุกคน นอกจากนี้คุณยังจะได้รับประสบการณ์ต่างๆ จากการรับฟังเรื่องราวมากมาย 


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *